ในโลกแห่งการเงินระหว่างประเทศ มีประโยคบางประโยคที่ นักการเมืองไม่ควรกล่าวต่อสาธารณะ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในช่วงเวลาที่เสถียรภาพทางการคลังกำลังเปราะบาง นั่นคือการประกาศท้าทายระบบการเงินโลก ซึ่งผลลัพธ์ที่ตามมาในขณะนี้ ตลาดการเงินระดับสากลกำลังทำหน้าที่ ลงโทษและส่งสัญญาณเตือนอย่างรุนแรง ต่อแนวคิดนโยบายที่ขาดความรอบคอบทางเศรษฐกิจ
เพื่อความชัดเจนในเชิงวิเคราะห์ ถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นในสหราชอาณาจักร สะท้อนได้ดีที่สุดผ่าน ตัวเลขและสถิติเชิงประจักษ์ โดยในสัปดาห์นี้ พบว่าอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลอังกฤษระยะยาว พุ่งสูงขึ้นอย่างน่าตกใจ เมื่อนำไปเปรียบเทียบกับ ประเทศมหาอำนาจอื่นๆ ในยุโรปและอเมริกา จะเห็นภาพความแตกต่างได้อย่างชัดเจน
สิ่งนี้ระบุอย่างตรงไปตรงมาว่า สหราชอาณาจักร มีต้นทุนการกู้ยืมเงินสูงกว่า ประเทศอื่นๆ มากกว่าหนึ่งเท่าตัว เพื่อนำเงินมาพยุงงบประมาณแผ่นดิน สะท้อนถึงวิกฤตศรัทธาที่ นักลงทุนไม่มีความไว้วางใจในนโยบายของรัฐบาล นอกจากนี้เงินตราสกุลปอนด์สเตอร์ลิง ดิ่งลงอย่างรุนแรงเมื่อเทียบกับดอลลาร์สหรัฐ ตอกย้ำความอ่อนแอของระบบการเงินในปัจจุบัน
ประเด็นที่ต้องพิจารณาในเชิงลึกคือ เหตุใดทัศนคติของผู้นำนโยบาย ถึงสร้างความปั่นป่วนได้มากมายขนาดนี้ สิ่งนี้อธิบายได้ด้วย ระบบการคลังสมัยใหม่ ที่รัฐบาลทุกประเทศทั่วโลก จำเป็นต้องพึ่งพาการออกพันธบัตร เพื่อนำมาใช้จ่ายในระบบสาธารณูปโภค เมื่อผู้นำหรือผู้ท้าชิงอำนาจ พูดในลักษณะที่ลดทอนความสำคัญของ ตลาดตราสารหนี้ ปฏิกิริยาทางจิตวิทยาย่อมเกิดขึ้นในเชิงลบ ส่งผลให้เกิดการเทขายสินทรัพย์ ซึ่งเป็นเหตุให้อัตราผลตอบแทนพุ่งสูงขึ้นโดยอัตโนมัติ
หากตรวจสอบภาระผูกพันทางการคลัง ซึ่งพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง รัฐบาลต้องสูญเสียงบประมาณไปกับดอกเบี้ย กลายเป็นรายจ่ายหลักที่กัดกินงบพัฒนาประเทศ เมื่อวิเคราะห์เป็นรายนาทีและรายวินาที รัฐบาลสหราชอาณาจักรต้องจ่ายเงินออกไป ให้กับเจ้าหนี้ทั่วโลกอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ในสภาวะทางการเงินที่เปราะบางขนาดนี้ การพูดเล่นกับความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจ ย่อมเป็นชนวนเหตุของการเกิดวิกฤตการเงินได้อย่างง่ายดาย
เหล่านักวิเคราะห์และอาจารย์มหาวิทยาลัย เริ่มมองเห็นความคล้ายคลึงกับ บทเรียนประวัติศาสตร์ครั้งสำคัญ ซึ่งเป็นยุคที่ระบบการเงินอังกฤษล่มสลาย ในอดีตที่ผู้นำประเทศ จำเป็นต้องขอรับการพยุงเศรษฐกิจ จากกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) อันเป็นประวัติศาสตร์ที่น่าเจ็บปวด ในมิติด้านความน่าเชื่อถือของประเทศ
มิติความท้าทายในรอบนี้ มีความซับซ้อนมากกว่าอดีตอย่างมาก
ประวัติศาสตร์กำลังส่งสัญญาณเตือน ความพยายามที่จะฝืนกฎเกณฑ์ของตลาด มักจบลงด้วยราคาค่างวดที่แพงมหาศาลเสมอ
นอกเหนือจากปฏิกิริยาในตลาดตราสารหนี้แล้ว มาจากกลุ่มผู้บริหารบริษัทขนาดใหญ่ click here ในกรุงลอนดอนที่ต่างแสดงความวิตกกังวล โดยเฉพาะนโยบายการดึงธุรกิจบริการสาธารณะ กลับมาเป็นของรัฐบาล อันสะท้อนถึงการลดทอนบทบาทของระบบตลาดเสรี
สิ่งที่ทุกฝ่ายหวาดหวั่นมากที่สุดในเวลานี้คือ "ปรากฏการณ์สมองไหลและการย้ายฐานทุน" กลุ่มผู้ประกอบการยุคใหม่ เตรียมพร้อมที่จะอพยพฐานภาษีและทรัพย์สิน ออกจากสหราชอาณาจักร หากสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจและการคลัง ขยับตัวไปในทิศทางที่เป็นอุปสรรคต่อการลงทุน
ปรากฏการณ์เศรษฐกิจในสหราชอาณาจักร ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องไกลตัวของคนในยุโรป ทว่ามันส่งแรงกระเพื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานโลก ที่คนรุ่นใหม่และเจ้าของกิจการสามารถนำมาปรับใช้ โดยมี ประเด็นหลักและข้อคิดที่จับต้องได้ดังนี้
เมื่อพิจารณาภาพรวมทั้งหมด ระบบการเงินระหว่างประเทศจะยังคงทำหน้าที่ส่งสัญญาณอย่างตรงไปตรงมา องค์กรหรือประเทศที่ไม่ยอมปรับตัวตามกลไกที่ถูกต้อง ย่อมหลีกเลี่ยงผลกระทบและการลงโทษจากตลาดไม่ได้ คำถามสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ว่าความเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ แต่อยู่ที่ว่าคุณและธุรกิจของคุณมีความพร้อม เพื่อก้าวข้ามผ่านคลื่นความผันผวนครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์นี้ไปได้อย่างมั่นคง|เพื่อความอยู่รอดอย่างยั่งยืนในโลกการเงินยุคใหม่}